สเปน เหนื่อยลิ้นห้อย ต่อเวลาสอยโครแอต 5-3

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง โครเอเชีย ทีมอันดับ 3 จากกลุ่มดี พบกับ สเปน ทีมรองแชมป์กลุ่มอี ที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์แบบตัดสินกันถึงนัดสุด

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ระหว่าง โครเอเชีย ทีมอันดับ 3 จากกลุ่มดี พบกับ สเปน ทีมรองแชมป์กลุ่มอี ที่ผ่านเข้ารอบน็อคเอาท์แบบตัดสินกันถึงนัดสุดท้ายทั้งสองทีม ที่สนาม พาร์เกน สเตเดี้ยม โคเปนเฮเกน เดนมาร์ก 

เปิดฉากครึ่งแรก ทีมกระทิงดุ น่าขึ้นนำในนาทีที่ 16 บอลจาก เปดรี แทงเข้าเขตโทษ เป็น โกเก้ ทะลุขึ้นมายิงจ่อยิง บอลติดเซฟก่อนเด้งมาเข้าทางอีกครั้ง คราวนี้โขกกดไม่ลงบอลข้ามคานออกไป

แฟนบอลอึ้งกันทั้งสนาม เมื่อนาทีต่อมา เปดรี ส่งบอลคืนหลังให้ อูไน ซิมอน แต่นายด่านสเปนออกมายืนสูงจะแตะบอลเปิดขึ้นหน้าแต่ไม่โดนบอล กลายเป็นบอลไหลเข้าประตูมอบโชคให้ โครเอเชีย 1-0

สเปน ดูดีกว่าแม้จะโดนขึ้นนำจากความผิดพลาด จนนาทีที่ 38 ก็ไล่ตีเสมอจากจังหวะบอลเข้าทาง ปาโบล ซาราเบีย เก็บบอลซ้ำจาก โฆเซ กายา ได้ยิงตุงตาข่าย ไล่มาเป็น 1-1 ก่อนหมดครึ่งแรก

ครึ่งหลัง สเปน อาศัยความเหนือกว่า พลิกกลับขึ้นนำนาทีที่ 57 บอลจาก เฟร์ราน ตอร์เรส หยอดเข้าเขตโทษระยะ 6 หลา เซซาร์ อาซปิลิกูเอาตา ได้ขึ้นโขกคราวนี้สมใจได้เป็นประตูขึ้นนำ 2-1

สเปน นำห่างอีกครั้งนาทีที่ 77 บอลยาวจาก เปา ตอร์เรส โยนข้ามฟากไปถึง เฟร์ราน ตอร์เรส หลุดเข้าเขตโทษซัดบอลลอดขานายด่านโครแอตเข้าตาข่ายไปเป็น 3-1

โครเอเชีย มาได้ประตูตีตื้นนาทีที่ 85 จังหวะบอลไหลจาก มาริโอ ปาซาลิช เลยไปถึง มิสลาฟ ออร์ซิช ส่งบอลไหลเข้าประตู บอลจังหวะเคลียร์ออกจากเส้นต้องเช็คด้วยวีเออาร์ ก่อนผู้ตัดสินจะยกใหเป็นประตูให้ โครเอเชีย ไล่ขึ้นมาเป็น 3-2

ช่วงทดเจ็บ สเปน โดนประตูตีเสมอนาทีที่ 90+2 บอลจาก มิสลาฟ ออร์ซิช โยนเข้าเขตโทษไปถึง มาริโอ ปาซาลิช เทคตัวโหม่งเข้าประตูตีเสมอเป็น 3-3 ต้องเล่นต่อเวลาพิเศษ

ช่วงต่อเวลาพิเศษ สเปน จัดการปิดบัญชีนาทีที่ 100 บอลจาก ดานี โอลโม ตัวสำรอง โยนไปหน้ากรอบ ไปถึง อัลบาโร โมราตา พักบอลก่อนซัดด้วยซ้าย บอลเข้าเสาแรกนำเป็น 4-3

ทีมกระทิงดุ พังประตูปิดกล่อง จากการประสานงานของ อัลบาโร โมราตา ลากบอลไปถึงริมเส้น ตบไปให้ มิเกล โอยาร์ซาบาล พาบอลหวดเข้าประตูเป็น 5-3

จบเกม โครเอเชีย พลาดท่าพ่าย สเปน 5-3 ส่งทีมกระทิงดุ ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายไปแบบหืดจับ รอเข้าไปพบกับผู้ชนะระหว่าง ฝรั่งเศส และ สวิตเซอร์แลนด์

สถิติในเกมเปอร์เซนต์การครองบอล : โครเอเชีย 33% / สเปน 67%โอกาสยิงประตู : โครเอเชีย 12 / สเปน 23เปอร์เซนต์ผ่านบอล : โครเอเชีย 82% / สเปน 90%การแย่งบอล : โครเอเชีย 11 / สเปน 11การตัดเกม : โครเอเชีย 18 / สเปน 23รายชื่อผู้เล่นของทั้งสองทีม

โครเอเชีย (4-1-2-3): โดมินิค ลิวาโควิช, โยซิป ยูราโนวิช (โยซิป เบรคาโล น.74), โดมาโกจ์ วิดา,ดูเย ซาเลตา-ซาร์, ยอสโก กวาร์ดิโอล, มาร์เซโล โบรโซวิช, ลูกา โมดริช (ลูกา อิวานูเชซ น.114), มาเตโอ โควาซิช (อันเต บูดิมีร์ น.79), นิโกลา วลาซิช (มาริโอ ปาซาลิช น.79), บรูโน เป็ตโควิช (อังเดรย์ ครามาริช น.46), อันเต เรบิช (มิสลาฟ ออร์ชิช น.67)

สเปน (4-3-3): อูไน ซิมอน, เซซาร์ อัซปิลิกูเอตา, เอริค การ์เซีย (เปา ตอร์เรส น.71), อายเมริค ลาปอร์กต์, โฆเซ กายา (จอร์ดี อัลบา น.77), โกเก้ (ฟาเบียน รูอิซ น.77), เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ (โรดรี น.101), เปดรี, เฟรราน ตอร์เรส (มิเกล โอยาร์ซาบัล น.88), อัลบาโร โมราตา, ปาโบล ซาราเบีย (ดานี โอลโม่ น.71)

สิงโตคำราม ซัดชัยจุดโทษ เฉือน เดนมาร์ก 2-1 ลิ่วชิงยูโร

สิงโตคำราม อังกฤษ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูโร เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเฉือนชนะ เดนมาร์ก 2-1 ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี เป็นครั้งแรกใน

สิงโตคำราม อังกฤษ ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ ฟุตบอลยูโร เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หลังเฉือนชนะ เดนมาร์ก 2-1 ทะลุเข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในศึกฟุตบอล ยูโร 2020

เริ่มครึ่งแรก เดนมาร์ก มีลุ้นนาทีที่ 15 ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก ลากบอลมาถึงหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนหาช่องสับไกยิง แต่บอลเข้ามือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังรับได้สบาย แต่นายทวารอังกฤษออกบอลพลาด เจอ มิคาเอล ดัมส์การ์ด ดักบอลหน้ากรอบเขตโทษแทงต่อให้ มาร์ติน เบรธเวท ซัดไปแฉลบออกหลัง

นาทีที่ 30 เดนมาร์ก แซงขึ้นนำก่อน จังหวะฟรีคิ้กของ มิคาเอล ดัมส์การ์ด ซัดไกล 25 หลาปั่นเข้ามุมซ้าย ก่อนมุดหนีมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ซุกตาข่ายเสียบมุมสุดสวย เดนมาร์ก ออกนำ 1-0

อังกฤษ มาทำประตูตีเสมอนาทีที่ 39 จังหวะที่ ราฮีม สเตอร์ลิง โฉบขึ้นมาบีบ ซิมอน เคียร์ เคลียร์บอลสกัดพลาดเสยเพดานตาข่ายเข้าประตูตัวเอง อังกฤษ ตีเสมอส้นหล่น 1-1 ก่อนหมดครึ่งแรกด้วยสกอร์นี้

เกมครึ่งหลัง เดนมาร์ก ยังสู้ได้สนุก และมีลุ้นจาก แคสเปอร์ โดลเบิร์ก วิ่งมาจับบอลก่อนซัดเน้นๆ หน้าเขตโทษ จอร์แดน พิคฟอร์ด ยังทิ้งตัวปัดไว้ได้ ก่อนถูกจับให้เป็นลูกล้ำหน้า

นาทีที่ 64 อังกฤษ เปิดเกมแลก ลุยแหลกหวังขึ้นนำ บอลจาก ราฮีม สเตอร์ลิง ชงต่อไปให้ บูคาโย ซาก้า แตะบอลยาวไปถึง เมสัน เมาท์ ได้จบเป็นตัวสุดท้าย ซัดเข้าทางซ้าย บอลเข้ากรอบแต่ แคสเปอร์ ชไมเคิล ยังเซฟไม่มีพลาด

อังกฤษ หวิดได้เฮช่วงทดเจ็บในเกม 90 นาที จังหวะของ เมสัน เมาท์ โยนบอลฟรีคิ้กทางฝั่งขวา บอลโค้งหน้ากรอบ 6 หลา ไปเข้า แฮร์รี แม็กไกวร์ เทคตัวโหม่งบอลติดมือ แคสเปอร์ ชไมเคิล ไม่มีพลาด จบเกม 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ

นาทีที่ 104 อังกฤษ เฮลั่นสนาม เมื่อผู้ตัดสินเช็ควีเออาร์ ก่อนชี้ให้เป็นจุดโทษของอังกฤษ แฮร์รี เคน รับหน้าที่สังหารแต่ซัดไปเข้าซอง แคสเปอร์ ชไมเคิล แต่บอลเด้งออกไปเข้าทาง เคน ได้ซ้ำต่อไม่มีเหลือ อังกฤษ แซงขึ้นนำ 2-1

จบเกม อังกฤษ เฉือนชนะ เดนมาร์ก 2-1 เข้าไปชิงชนะเลิศกับ อิตาลี เพื่อลุ้นแชมป์ ยูโร 2020 ในวันที่ 11 กรกฎาคม

สถิติในเกมเปอร์เซนต์การครองบอล : อังกฤษ 58% / เดนมาร์ก 42%โอกาสยิงประตู : อังกฤษ 20 / เดนมาร์ก 6เปอร์เซนต์ผ่านบอล : อังกฤษ 87% / เดนมาร์ก 81%การแย่งบอล : อังกฤษ 16 / เดนมาร์ก 5การตัดเกม : อังกฤษ 13 / เดนมาร์ก 33รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีม

อังกฤษ (4-2-3-1): จอร์แดน พิคฟอร์ด, ไคล์ วอล์คเกอร์,จอห์น สโตนส์, แฮร์รี แม็กไกวร์, ลุค ชอว์, คัลวิน ฟิลลิปส์,ดีแคลน ไรซ์ (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.95), บูคาโย ซาก้า (แจ็ค กรีลิช น.69-คีแรน ทริปเปียร์ น.106), เมสัน เมาท์ (ฟิล โฟเดน น.95), ราฮีม สเตอร์ลิง, แฮร์รี เคน

เดนมาร์ก (3-4-3): แคสเปอร์ ชไมเคิล, อันเดรียส คริสเตนเซน (โยอาคิม อันเดอร์เซน น.79), ซิมอน เคียร์, ยานนิค เวสเตอร์การ์ด (โยนาส โอลเดอร์ วินด์ น.106), เยนส์ สตรีเกอร์ ลาร์เซน (แดเนียล วาสส์ น.67), ปิแอร์-เอมิล ฮอยจ์เบียร์จ, โธมัส เดอลานีย์ (มาติอัส เยนเซน น.88), โยอาคิม เมห์เล,  มาร์ติน เบรธเวท, แคสเปอร์ ดอลเบิร์ก (คริสเตียน นอร์การ์ด น.67), มิคาเอล ดัมส์การ์ด (ยุสซุฟ โพลเซน น.67)

อิตาลี แม่นโทษ ดวลดับ สเปน 4-2 ทะลุชิง ยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง อิตาลี ทีมเต็งหนึ่งที่ผ่านเข้ารอบด้วยสถิติไม่แพ้ใคร หลังเขี่ย เบลเยี่ยม ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย พร้อมสถิติชนะรวด 5 น

ฟุตบอล ยูโร 2020 รอบรองชนะเลิศ ระหว่าง อิตาลี ทีมเต็งหนึ่งที่ผ่านเข้ารอบด้วยสถิติไม่แพ้ใคร หลังเขี่ย เบลเยี่ยม ตกรอบ 8 ทีมสุดท้าย พร้อมสถิติชนะรวด 5 นัด พบ ทีมชาติสเปน ที่ผ่าน สวิตเซอร์แลนด์ ด้วยการดวลจุดโทษในรอบ 8 ทีม ที่สนามเวมบลีย์ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เกมเริ่มครึ่งแรก เป็น อิตาลี ที่ดูจะวูบวาบกว่า ได้โอกาสทักทายตั้งแต่นาทีที่ 3 โอกาสของ นิโคโล บาเรลลา หลุดเดี่ยวขึ้นมาแตะบอลหลบ อูไน ซิมอน ก่อนปั่นด้วยขวา บอลโค้งไปชนเสาไกลเด้งออกมาแต่ก็กลายเป็นลูกล้ำหน้าไปก่อน

ผ่านไป 10 นาที เกมกลับมาเป็นของ สเปน ที่เดินเกมบุกได้ต่อเนื่องขึ้น มีโอกาสบ้างในนาทีที่ 14 เฟร์ราน ตอร์เรส ตัดบอลจากกลางสนาม ลากแหวกขึ้นมาดึงหลอก จอร์จินโญ ก่อนอัดด้วยขวา บอลหลุดเสาแรกออกไป

นาทีสุดท้ายครึ่งแรก อิตาลี เพิ่งจะได้โอกาสยิงครั้งแรก เลโอนาร์โด โบนุชชี ทิ้งบอลยาวออกทางซ้ายไปถึง ลอเรนโซ อินซินเญ หลุดกับดักล้ำหน้าเลี้ยงบอลจี้เข้าเขตโทษก่อนตบให้ เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี วิ่งย้อนขึ้นมายิงยัดเสาแรกเฉี่ยวคานหลุดออกหลัง หมดครึ่งแรกทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 0-0

เปิดฉากครึ่งหลัง อิตาลี ยังมาทรงเดิมเริ่มเป็นฝ่ายบุกก่อน นาทีที่ 49 จอร์จินโญ ทิ้งบอลโยนยาวขึ้นไปที่ ชิโร อิมโมบิเล เบียดเอาชนะ อายเมริค ลาปอร์กต์ ก่อนยิงด้วยซ้ายแต่โดนบอลไม่เต็มหลุดออกหลังไป

นาทีที่ 60 อิตาลี ออกนำก่อน บอลจังหวะสวนกลับของ อิตาลี เป็น ชิโร อิมโมบิเล ควบหลุดขึ้นหน้า ก่อนโดน อายเมริค ลาปอร์กต์ ทิ้งตัวกวาดบอลไหลไปเข้าทาง เฟเดริโก เคียซา ตามขึ้นมาเติมถึงหน้าเข้าเขตโทษ ก่อนตัดเข้าในปั่นด้วขวาโค้งผ่านแนวรับสเปนที่ได้แต่ยืนมอง ก่อนผ่านหน้า อูไน ซิมอน บอลซุกหน้าต่างเสาไกล อิตาลี ขึ้นนำ 1-0

สเปน อยู่ไม่ไหวขยับเปลี่ยนตัวสำรอง ส่ง อัลบาโร โมราตา หวังเป็นทีเด็ดทำประตูคืน และส่ง เคาราร์ด โมเรโน ลงมาแทน มิเกล โอยาร์ซาบัล ที่โชว์ฟอร์มดีแต่ไม่มีประตูในเกมนี้

จนกระทั่ง 10 นาทีสุดท้ายก่อนจบเกม 90 นาที สเปน ตามตีเสมอได้สำเร็จ  บอลจาก ดานี โอลโม แปะบอลเข้าเขตโทษให้ อัลบาโร โมราตา หลุดเดี่ยวเข้าไปถึงในกรอบ ก่อนแปด้วยซ้ายหนีมือ จานลุยจิ ดอนนารุมมา บอลเบียดเสาแรกตีเสมอเป็น 1-1

เกมเป็นของ สเปน ที่โหมบุกหนักหวังพลิกแซงชนะ แต่จังหวะจบไม่คมพอ จบเกม เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษอีก 30 นาที

ช่วงต่อเวลาพิเศษ ยังเป็น สเปน ที่บุกกดดันแทบพับสนาม แต่ขาดความคมจบสกอร์ไม่เด็ดขาด สุดท้ายต้องตัดสินกันที่การดวลจุดโทษ โดยเป็น สเปน ที่ยิงไม่เข้า 2 ประตู ตัดสินที่คนสุดท้าย จอร์จินโญ ที่ดวลนิ่มๆ แปไปคนละทางกับ อูไน ซิมอน ส่ง อิตาลี เข้ารอบชิงชนะเลิศด้วยการชนะดวลจุดโทษ 4-2

สถิติในเกมเปอร์เซนต์การครองบอล : อิตาลี 31% / สเปน 69%โอกาสยิงประตู : อิตาลี 6 / สเปน 15เปอร์เซนต์ผ่านบอล : อิตาลี 75% / สเปน 89%การแย่งบอล : อิตาลี 0 / สเปน 6การตัดเกม : อิตาลี 16 / สเปน 13รายชื่อนักเตะของทั้งสองทีม

อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมมาม โจวานนี ดิ ลอเรนโซ, เลโอนาร์โด โบนุชชี, จอร์โจ คิเอลลินี, เอแมร์ซอน ปัลมิเอรี, นิโคโล บาเรลลา, จอร์จินโญ, มาร์โก แวร์รัตติ, เฟเดริโก เคียซา, ชิโร อิมโมบิเล, ลอเรนโซ อินซินเญ

สเปน (4-3-3) : อูไน ซิมอน, เซซาร์ อัซปิลิกูเอตา, เอริค การ์เซีย, อายเมริค ลาปอร์กต์, จอร์ดี อัลบา, โกเก้, เซร์คิโอ บุสเก็ตส์, เปดรี, เฟร์ราน ตอร์เรส, มิเกล โอยาร์ซาบัล, ดานี โอลโม

อิตาลี แม่นโทษ ชนะดวล อังกฤษ 3-2 ซิวแชมป์ ยูโร 2020

ฟุตบอล ยูโร 2020 เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อิตาลี ทีมเต็งแชมป์ที่ยังไม่แพ้ใครในรายการ พบ อังกฤษ อีกหนึ่งเต็งแชมป์ของรายการที่หัก เดนมาร์ก เข้า

ฟุตบอล ยูโร 2020 เดินทางมาถึงรอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง อิตาลี ทีมเต็งแชมป์ที่ยังไม่แพ้ใครในรายการ พบ อังกฤษ อีกหนึ่งเต็งแชมป์ของรายการที่หัก เดนมาร์ก เข้าสู่รอบชิงฯ ที่สนาม เวมบลีย์ ประเทศอังกฤษ

เปิดฉากครึ่งแรกเพียง 2 นาที อังกฤษ ออกนำทันที จังหวะ แฮร์รี เคน เปิดบอลยาวไปถึง คีแรน ทริปเปียร์ ที่ดันขึ้นสูง ก่อนหยอดบอลเข้าเขตโทษ 6 หลา ก่อนที่ ชอวร์ ได้จังหวะเติมขึ้นมายิงยัดทางเสาซ้าย อังกฤษ ออกนำเร็ว 1-0

ท้ายครึ่งแรก อิตาลี กดดันได้ดี โอกาสยิงของ ชิโร่ อิมโมบิเล ติดบล็อก จอห์น สโตนส์ บอลไม่ไปไหนเข้าทาง จอร์จินโญ จ่ายตั้งไปที่ มาร์โก แวร์รัตติ ได้ส่องบอลเข้ามือ จอร์แดน พิคฟอร์ด หมดครึ่งแรก อังกฤษ นำอยู่ 1-0

เกมครึ่งหลัง โอกาสทองของ อิตาลี นาทีที่ 62 จังหวะของ เฟเดริโก เคียซา ลากบอลลุยมากลางเขตโทษ หาเหลี่ยมยิงผ่านแนวรับอังกฤษ บอลทะลุช่องแต่ยังไปเข้าซอง จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่ยังทิ้งตัวปัดออกไปได้

อิตาลี มาตีเสมอจนได้นาทีที่ 67 บอลจาก ไบรอัน คริสตันเต โหม่งบอลเลยมาหน้าประตู กลายเป็นชงต่อไปให้ มาร์โก แวร์รัตติ ขึ้นโขกบ้าง แต่ยังติดมือ จอร์แดน พิคฟอร์ด ที่เซฟบอลชนเสาด้านซ้าย ก่อนที่ เลโอนาร์โด โบนุชชี จะตามมาซ้ำระยะเผาขน อิตาลี ไล่ตีเสมอสำเร็จ 1-1

จบเกม 90 นาที เสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษ ช่วงต่อเวลาพิเศษ อังกฤษ พลาดโอกาสขึ้นนำ นาทีที่ 97 จังหวะ คัลวิน ฟิลลิปส์ พักอกดูดบอลหน้ากรอบเขตโทษ ก่อนซัดเต็มข้อ บอลเลยออกหลังไปชวดโอกาสขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

นาทีที่ 103 อิตาลี หวิดขึ้นนำบ้าง บอลจาก เอแมร์ซอน เลี้ยงบอลหลบเข้าในเขตโทษ ก่อนวางบอลแต่ยังไม่มีตัวขึ้นมาเติม เจอ จอร์แดน พิคฟอร์ด ออกมาดักบอลเร็วไปได้อีก

จบเกม 120 นาที ทำอะไรกันไม่ได้ เสมอกัน 1-1 ต้องตัดสินที่การดวลจุดโทษ ช่วงดวลจุดโทษ อิตาลี ส่ง โดมินิโก เบร์ราดี ลงดวลคนแรกไม่พลาด ก่อนที่ อังกฤษ จะเปิดหัวด้วยกัปตันทีม แฮร์รี เคน ยิงได้เด็ดขาดไม่พลาดเช่กัน

อิตาลี ยิงพลาดคนแรกเป็น อันเดรีย เบลล็อตติ ก่อนที่ แฮร์รี แม็กไกวร์ จะลงมาดวลเข้าประตู อังกฤษ พลิกนำ โยนความกดดันให้ อิตาลี คนที่สาม อย่าง เลโอนาร์โด โบนุชชี ที่ลงไปยิงได้เหนือชั้นต่อชะตา อัซซูรี เอาไว้ได้

จังหวะมาตัดสินกันที่คนสุดท้าย อิตาลี ส่ง จอร์จินโญ ฮีโร่ดวลจุดโทษนัดที่แล้วลงไปปิดกล่อง แต่ทว่ากองกลาง เชลซี กลับยิงเบาไปติดเซฟ จอร์แดน พิคฟอร์ด

อย่างไรก็ตาม อังกฤษ ก็พลาดซ้ำเมื่อ บูกาโย ซาก้า รับหน้าที่ดวลจุดโทษคนสุดท้าย และยิงไปติดเซฟ จานลุยจิ ดอนนารุมมา ที่กลายเป็นฮีโร่เซฟ 2 จุดโทษติดกัน ส่งให้ อิตาลี ครองแชมป์ ยูโร 2020 สมหวังครองแชมป์ยุโรปได้เป็นสมัยที่สอง ในรอบ 53 ปี

สถิติในเกมเปอร์เซนต์การครองบอล : อิตาลี 66% / อังกฤษ 34%โอกาสยิงประตู : อิตาลี 19 / อังกฤษ 6เปอร์เซนต์ผ่านบอล : อิตาลี 89% / อังกฤษ 75%การแย่งบอล : อิตาลี 15/ อังกฤษ 15การตัดเกม : อิตาลี 27 / อังกฤษ 15รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

อิตาลี (4-3-3) : จานลุยจิ ดอนนารุมมา,โจวานนี ดิ ลอเรนโซ,เลโอนาร์โด โบนุชชี,จอร์โจ คิเอลลินี,เอแมร์ซอน (อเลสซานโดร ฟลอเรนซี น.118),นิโคโล บาเรลลา (ไบรอัน คริสตันเต น.54),จอร์จินโญ,มาร์โก แวร์รัตติ (มานูเอล โลคาเตลลี น.96),เฟเดริโก เคียซา (เฟเดริโก แบร์นาร์เดสคี น.86),ชิโร่ อิมโมบิเล (โดมินิโก เบร์ราดี น.55), ลอเรนโซ อินซินเญ (อันเดรีย เบล็อตติ น.91)

อังกฤษ (5-2-3) : จอร์แดน พิคฟอร์ด,คีแรน ทริปเปียร์ (บูกาโย ซาก้า น.70),ไคล์ วอล์คเกอร์ (จาดอน ซานโช น.120),จอห์น สโตนส์,แฮร์รี แม็กไกวร์,ลุค ชอว์,คัลวิน ฟิลลิปส์,เดแคลน ไรซ์ (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.74-มาร์คัส แรซฟอร์ด น.120),เมสัน เมานท์ (แจ็ค กรีลิช น.99),แฮร์รี เคน,ราฮีม สเตอร์ลิง

แฮร์รี เคน เหมาสอง สิงโตฟอร์มดุถล่ม ยูเครน 4-0 ทะลุตัดเชือก

แฮร์รี่ เคน เหมาคนเดียวสองประตู พา สิงโตคำราม ถล่ม ยูเครน 4-0 ทะลุลิ่วรอบตัดเชือกไปพบ เดนมาร์ก อย่างสวยหรู ในศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่ส

แฮร์รี่ เคน เหมาคนเดียวสองประตู พา สิงโตคำราม ถล่ม ยูเครน 4-0 ทะลุลิ่วรอบตัดเชือกไปพบ เดนมาร์ก อย่างสวยหรู ในศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนาม สตาดิโอ โอลิมปิโก กรุงโรม อิตาลี)

เปิดฉากครึ่งแรก สิงโตคำราม บุกได้อย่างดุดัน จากจังหวะทางขวาของ เมสัน เมาน์ท พาบอลแหวกเข้าเขตโทษก่อนโดนแนวรับ ยูเครน เกี่ยวขาร่วงลงไปแต่ผู้ตัดสินยังไม่เป่าให้เป็นจุดโทษ

นาทีที่ 4 อังกฤษ ทะยานออกนำอย่างรวดเร็ว ราฮีม สเตอร์ลิง เก็บบอลทางซ้ายโยกตัดเข้าในได้ช่องแทงเข้าเขตโทษให้ แฮร์รี เคน หลุดกับดักล้ำหน้าทิ้งตัวทิ่มด้วยขวาแฉลบ จอร์จี บุชชาน เปลี่ยนทาง เป็นประตูขึ้นนำ 1-0

นาทีที่ 17 ยูเครน ตอบโต้บ้างจากความผิดพลาดของ ไคล์ วอล์คเกอร์ จ่ายคืนหลังเบาโดน โรมัน ยาเรมชุค สอดมาฉกกระชากเข้าเขตโทษได้ช่องซัดด้วยซ้ายยัดโคนเสาแรกติดเซฟ จอร์แดน พิคฟอร์ด ผวาปัดทิ้งนิดเดียว

นาทีที่ 33 จากจังหวะทางซ้าย ราฮีม สเตอร์ลิง กระชากเข้าเขตโทษก่อบตบเข้าในไปแฉลบแนวรับ ยูเครน สกัดไม่ดีเด้งมาเข้าทาง เดแคลน ไรซ์ สอดมาเก็บตกตะบันด้วยขวาหน้ากรอบ 18 หลาพุ่งแหวกบล็อคติดเซฟ จอร์จี บุชชาน

ก่อนหมดครึ่งแรก อังกฤษ หวิดงานเข้า จากความผิดพลาดของ ไคล์ วอล์คเกอร์ และ จอร์แดน พิคฟอร์ด ประมาทปล่อยให้ โรมัน ยาเรมชุค สอดมาฉกบอลตบเร็วเข้าใน โชคดีมี จอห์น สโตนส์ ตามมาช่วยได้ทัน หมดครึ่งแรก ยูเครน ตามหลัง อังกฤษ 1-0

ครึ่งหลัง เริ่มต้นไม่ถึงนาที อังกฤษ ได้ประตูเพิ่ม จากฟรีคิกทางซ้าย ลุค ชอว์ ปั่นบอลโค้งลึกมาเสาไกลให้ แฮร์รี่ แม็กไกวร์ เบียดเอาชนะ มีโคล่า มัตวิเยนโก สอดมาโขกซุกหน้าต่างเสาไกล นำเป็น 2-0

นาทีที่ 50 อังกฤษ ยังมันส์แข้ง หนีห่างอีกครั้ง  จังหวะ ลุค ชอว์ สอดบอลหยอดโค้งเข้ากลางประตูถึง แฮร์รี เคน โหม่งในกรอบ 6 หลาตุงตาข่าย หนีห่างเป็น 3-0

นาทีที่ 63 อังกฤษ ยำเพิ่มเป็น 4-0 ตามคาด จากลูกเตะมุมทางขวา เมสัน เมาน์ท ครอสมากลางประตูเข้าหัว จอร์แดน เฮนเดอร์สัน สอดมาโขกแบบไร้ตัวประกบบอลตกพื้นเด้งเข้าประตูไม่เหลือ อังกฤษ ทิ้งห่างเป็น 4-0

จบเกม ยูเครน สู้ไม่ได้พ่าย อังกฤษ 4-0 ส่งทีม สิงโตคำราม ทะลุเข้ารอบตัดเชือก ไปพบกับ เดนมาร์ก ในวันที่ 7 กรกรฎาคม

รายชื่อนักเตะที่ลงสนาม

ยูเครน (3-4-1-2) : จอร์จี้ บุชชาน, อิลิย่า ซาบาร์นยี, เซอร์เก คริฟต์ซอฟ (วิคเตอร์ ทซีกานคอฟ น.35), มีโคล่า มัตวิเยนโก, โอเล็กซานเดอร์ คาราวาเยฟ, โอเล็กซานเดอร์ ซินเชนโก, เซอรเก ซีดอร์ชุค (เยฟเฮน มาคาเรนโก น.64), วิตาลี่ มิโคเลนโก, ทาราส สเตปาเนนโก, อังเดร ยาร์โมเลนโก, โรมัน ยาเรมชุค

อังกฤษ (4-2-3-1) : จอร์แดน พิคฟอร์ด, ไคล์ วอล์คเกอร์, จอห์น สโตนส์, แฮร์รี แม็กไกวร์, ลุค ชอว์ (คีแรน ทริปเปียร์ น.65), เดแคลน ไรซ์ (จอร์แดน เฮนเดอร์สัน น.57), คัลวิน ฟิลลิปส์ (จู๊ด เบลลิงแฮม น.65), เจดอน ซานโช, เมสัน เม้าน์ท, ราฮีม สเตอร์ลิง (มาร์คัส แรชฟอร์ด น.65), แฮร์รี เคน (โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน น.73)

อิตาลี สุดแกร่งเฉือน เบลเยี่ยม 2-1 ลิ่วรอบตัดเชือก

อิตาลี โชว์ฟอร์มแกร่งไร้พ่าย อัด เบลเยี่ยม 2-1 เข้าสู่รอบตัดเชือกปะทะกับ สเปน ในการแข่งขันศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนาม อัลลิอันซ์ อารี

อิตาลี โชว์ฟอร์มแกร่งไร้พ่าย อัด เบลเยี่ยม 2-1 เข้าสู่รอบตัดเชือกปะทะกับ สเปน ในการแข่งขันศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนาม อัลลิอันซ์ อารีน่า มิวนิค เยอรมนี

ครึ่งแรก อิตาลี  1เกือบขึ้นนำ นาทีที่ 13 จาก โจวานนี ดิ ลอเรนโซ เข้าชาร์จบอลไม่ถึง บอลเข้าทาง เลโดนาร์โด โบนุชชี ส่งบอลซุกก้นตาข่ายแต่เป็นลูกล้ำหน้า

เบลเยี่ยม ได้ลุ้นนาทีที่ 26 เควิน เดอ บรอยน์ พลิกตัวหนีแข้งอิตาลี กระชากบอลขึ้นหน้าแทงออกมาขวาให้ โรเมลู ลูกากู ลากหาเหลี่ยมยิงเรียดหน้ากรอบเขตโทษไปทางเสาสอง จานลุยจิ ดอนนารุมมา เซฟบอลออกหลังด้านซ้ายไป

นาทีที่ 31 อิตาลี นำก่อน จังหวะบอลเข้าทาง มาร์โก แวร์รัตติ ฉกบอลจิ้มสั้นเข้าเขตโทษให้ นิโกโล บาเรลลา ล็อกบอลหลบแนวรับก่อนตะบันด้วยเท้าขวา บอลเสียบประตูด้านซ้ายสุดเฉียบคม อิตาลี ออกนำ 1-0

ก่อนหมดครึ่งแรก อิตาลี หนีเป็น 2-0 ลอเรนโซ อินซิเญ เลี้ยงบอลโยกหลอก ยูริ ตีเลอมันส์ ก่อนซัดบอลโค้งระยะ 20 หลา บอลฮุบลงตาข่ายด้านขวาสุดสวย 

แต่นาทีถัดมา เบลเยี่ยม ไล่ตีไข่แตก จากจุดโทษ จังหวะนี้เป็น โรเมลู ลูกากู จัดการสังหารไม่เหลือซาก หมด 45 นาทีแรก อิตาลี นำ เบลเยี่ยม 2-1

ครึ่งหลัง เกมเป็น อิตาลี เปิดตำราตั้งรับอย่างหนัก นาทีที่ 70 ดรีส เมอร์เทนส์ จ่ายบอลป้ายเข้าเขตโทษทางซ้ายให้ นาเซอร์ ชาดลี หลุดไปตวัดกึ่งยิงบอลแฉลบเท้าผู้เล่นอิตาลี กระดอนผ่านหัว โรเมลู ลูกากู ที่พยายามเทคตัวโหม่ง แถม ธอร์กาน อาซาร์ ตามซ้ำ แต่ เบลเยี่ยม อดได้ประตูตีเสมอ

ช่วงท้ายเกม เฌเรมี โดกู เกือบทำสกอร์สำคัญ หลังเจ้าตัวเลี้ยงบอลโยกหลบแข้งอิตาลีถึงสามคน ก่อนซัดแต่บอลสูงลอยข้ามคานออกไปแบบน่าเสียดาย

จบเกม อิตาลี ชนะ เบลเยี่ยม 2-1 ตบเท้าเข้าสู่รอบตัดเชือก เข้าไปเจอกกับ สเปน ในวันอังคารที่ 6 กรกฎาคม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

เบลเยียม (3-4-2-1): ติโบต์ กูร์กตัวส์,โทบี อัลเดอร์ไวเรลด์,โธมัส แฟร์มาเลน,ยาน แฟร์ต็องเกน,โธมัส เมอนิเย่ร์ (นาเซอร์ ชาดลี่ น.69-เดนนิส ปราต น.74),อักเซล วิตเซล,ยูริ ตีเลอมันส์ (ดรีส เมอร์เท่นส์ น.69),ธอร์กาน อาซาร์,เควิน เดอ บรอยน์,เฌเรมี โดกู,โรเมลู ลูกากู

อิตาลี (4-3-3): จานลุยจิ ดอนนารุมมา,โจวานนี่ ดิ ลอเรนโซ,เลโอนาร์โด โบนุชชี,จอร์โจ คิเอลลินี,เลโดนาร์โด้ สปินาซโซลา (เอเมอร์สัน น.79),นิโกโล่ บาเรลล่า,จอร์จินโญ่,มาร์โก แวร์รัตติ (ไบรอัน คริสตันเต น.74),เฟเดริโก้ เคียซา (ราฟาเอล โตลอย น.90+1),ชิโร อิมโมบิเล่ (อันเดรีย เบล็อตติ น.74), ลอเรนโซ อินซินเญ (โดมินิโก เบร์ราดี น.79)

โดลเบิร์ก เหมาสอง เดนมาร์ก ยังแกร่งเฉือน เช็ก 2-1 ลิ่วตัดเชือก

แคสเปอร์ โดลเบิร์ก กดประตูต่อเนื่อง อัด สาธารณรัฐเช็ก ทะลุลิ่วรอบตัดเชือกในรอบ 29 ปี รอพบ อังกฤษ รอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ท

แคสเปอร์ โดลเบิร์ก กดประตูต่อเนื่อง อัด สาธารณรัฐเช็ก ทะลุลิ่วรอบตัดเชือกในรอบ 29 ปี รอพบ อังกฤษ รอบรองชนะเลิศ ในการแข่งขันศึกฟุตบอล ยูโร 2020 รอบ 8 ทีมสุดท้าย ที่สนาม โอลิมปิก สเตเดี้ยม บากู อาเซอร์ไบจาน

เริ่มครึ่งแรกแค่ 5 นาที เดนมาร์ก ออกนำเร็ว จังหวะ เยนส์ สตรีเกอร์ ลาร์เซน เปิดเตะมุมทางขวา บอลไปถึง โธมัส เดลานีย์ เทคตัวโขกไร้คนประกบระยะ 11 หลากดลงพื้น บอลซุกตาข่าย ขึ้นนำ 1-0

เช็ก ชวดเอาคืนนาทีที่ 35 อันโตนิน บารัค แทงบอลออกมาทางขวา ปีเตอร์ เซฟชิค โยนบอลข้ามมาด้านซ้าย โทมัส โฮเลส ซัดตามน้ำในเขตโทษ บอลพุ่งเข้ามือ แคสเปอร์ ชไมเคิล ไร้ประตู

นาทีที่ 42 เดนมาร์ก หนีห่างอีกครั้ง โยอาคิม เมห์เล วิ่งขนานสนามทางซ้าย รับบอลก่อนดีดไซต์ก้อยเท้าขวา แคสเปอร์ โดลเบิร์ก สปีดมารอในเขตโทษ แปบอลระยะ 6 หลา หมดครึ่งแรก เดนมาร์ก นำ 2-0

เริ่มครึ่งหลัง เช็ก ทำเกมบุกหนัก จนนาทีที่ 49 วลาดิเมียร์ ซูฟัล หยอดบอลด้านขวา บอลลอยมาใส่เท้า แพทริค ชิค ตวัดยิงลอดขา ยานนิค เวสเตอร์การ์ด เข้าประตู เช็ก ไล่มา 1-2

นาทีที่ 78 ดาเนียล วาสส์ ดอดมาทางขวาปาดบอลมาที่ ยุสซุฟ โพลเซ่น ปรี่มาซัดในเขตโทษ แต่เจอความเหนียวของนายทวารเช็กเหินปัดออกไป

จบเกม เดนมาร์ก เฉือนชนะ สาธารณรัฐเช็ก 2-1 ทะลุลิ่วรอบตัดเชือก รอพบ อังกฤษ รอบรองชนะเลิศ วันพุธที่ 7 กรกฎาคม

รายชื่อผู้เล่นที่ลงสนาม

สาธารณรัฐเช็ก (4-2-3-1): โทมัส วาคลิค,วลาดิเมียร์ ซูฟัล,ออนเดรจ์ เซลุสต์กา (ยาคุบ บราเบ็ค น.65),โทมัส คาลาส,ยาน โบริล,โทมัส โฮเลส (ยาคุบ ยังค์โต น.46),โทมัส ซูเช็ค,ลูคัส มาโซปุสต์ (มิคาล เคอร์เมนชิค น.46),อันโตนิน บารัค,ปีเตอร์ เซฟชิค (วลาดิเมียร์ ดาริดา น.80),แพทริค ชิค (มาเตจ์ วีดร้า น.79)

เดนมาร์ก (3-4-3): แคสเปอร์ ชไมเคิล,อันเดรียส คริสเตนเซน (โยอาคิม แอนเดอร์เซ่น น.81),ซิมง เคียร์,ยานนิค เวสเตอร์การ์ด,เยนส์ สตรีเกอร์ ลาร์เซน (ดาเนียล วาสส์ น.70),ปิแอร์-เอมิล ฮอยเบิร์ก,โธมัส เดลานี่ย์ (มาธิอัส เยนเซน น.81),โยอาคิม เมห์เล่,มาร์ติน เบรธเวท,แคสเปอร์ โดลเบิร์ก (ยุสซุฟ โพลเซ่น น.59),มิคเคล ดัมส์การ์ด (คริสเตียน นอร์การ์ด น.60)